X

PEP คือ อะไร ? ต่างจาก PREP ตรงไหน ? ชวนรู้จักยาต้านการติดต่อเชื้อ HIV รู้เอาไว้ ! ปลอดภัยจากโรค

เพื่อสุขภาพ” ชุมชนสุขภาพ เรื่องราวตรงใจ ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย รุ่นไหนก็รัก ♡

PEP คือ อะไร ? ต่างจาก PREP ตรงไหน ? ชวนรู้จักยาต้านการติดต่อเชื้อ HIV รู้เอาไว้ ! ปลอดภัยจากโรค

จากการคาดการณ์สภานการณ์การติดเชื้อ HIV ในประเทศไทย พบว่าในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ติดเชื้อ HIV เป็นจำนวน 520,345 คน และมีผู้ติดเชื้อที่รู้สถานะ จำนวน 491,017 คน แต่ทั้งนี้ ช่วงอายุของการติดเชื้อพบว่า มีช่วงอายุที่น้อยลง โดยพบผู้ติดเชื้อใหม่ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี (ข้อมูลจาก www.thaigov.go.th) ซึ่งสถิติการใช้ถุงยางอนามัย ยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดหวัง แม้รัฐบาลจะได้มีการรณรงค์ให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม ทั้งนี้ นอกจากการสวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงป้องกันการติดเชื้อ HIV แล้ว ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ด้วยการรับประทานยา PREP และ PEP ซึ่งเป็นยาที่ถูกกฎหมาย และสามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้จริง แล้วยา PREP และ PEP คือ อะไร ? สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร ? และมีวิธีรับประทานอย่างไร ? ไปอ่านกันเลยค่ะ

PEP คือ อะไร ? ต่างจาก PREP ตรงไหน ?

pep คือ, prep คือ
Image Credit : vecteezy.com

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินชื่อยา PEP และ PREP กันมาบ้าง ว่าเป็นยาต้านการติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่ได้รู้ถึงรายละเอียดและความแตกต่างของยาทั้งสองชนิดนี้ ซึ่งการรู้จักยาทั้งสองชนิดนี้ก่อนการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ซึ่ง PEP (Post – Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน โดยสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังจากที่มีความเสี่ยงมาแล้ว กล่าวคือ มีเพศสัมพันธ์มาแล้วและไม่ได้ป้องกัน โดยต้องมีเพศสัมพันธ์มาไม่เกิน 72 ชั่วโมง จึงจะสามารถรับประทานยาได้ เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด และกินเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น อาทิ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือสัมผัสกับเชื้อโดยไม่รู้ตัว แต่ PREP (Pre – Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัส HIV ที่ป้องกันการติดเชื้อก่อนการสัมผัสกับเชื้อ หรือก่อนการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง ซึ่งสามารถรับประทานยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนที่จะเกิดความเสี่ยงขึ้นได้ โดยสามารถรับยา PREP และ PEP ได้ที่คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วไป ตามโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงมูลนิธิต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตให้จ่ายยาได้

เกร็ดสุขภาพ : ก่อนจะรับยา PREP และ PEP จะต้องมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจผลเลือดก่อนว่าเป็นบวกหรือลบ ซึ่งจะรับประทานยาได้ก็ต่อเมื่อผลเลือดเป็นลบเท่านั้น (ไม่ติดเชื้อ HIV) และต้องตรวจค่าไตด้วย หากมีค่าไตสูงกว่ากำหนด ก็อาจจะต้องรับประทานยา PREP และ PEP ประเภทที่เหมาะกับผู้ที่มีค่าไตสูง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ทั้งนี้ ยา PREP และ PEP คือยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อรับประทานได้ตามร้านขายยาทั่วไป หากยังไม่ได้รับการตรวจเลือด แพทย์ก็ไม่สามารถสั่งจ่ายยาให้ได้ เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของคนไข้เอง

ลักษณะของยา PEP และ PREP

pep คือ, prep คือ
Image Credit : vecteezy.com

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น สามารถระบุลักษณะสำคัญของยาทั้ง 2 ชนิดได้ดังนี้

ลักษณะของยา PEP

  • ยา PEP คือยาที่กินในกรณีฉุกเฉิน เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถุงยางอนามัยเกิดการแตก รั่ว หลุด ฉีกขาดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และบุคลากรทางด้านสาธาณสุขถูกเข็มฉีดยาของผู้ป่วยทิ่มตำ หรือแพทย์ พยาบาล และนักเทคนิคการแพทย์ที่ได้รับเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ 
  • ต้องกินยาให้เร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ 
  • มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 70 – 80%
  • ต้องรับยาติดต่อกัน 28 วัน หากกินไม่ครบประสิทธิภาพการป้องกันจะลดลง 
  • เป็นยาที่มีหลายสูตร หลายแบบ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ 
  • เมื่อกินยาครบโดส จะมีการนัดตรวจเลือดอีกครั้งเพื่อดูผลเลือดว่า ได้รับเชื้อหรือไม่

ลักษณะของยา PREP

  • ยา PREP คือยาที่ป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนการมีเพศสัมพันธ์
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ และไม่ใส่ถุงยางอนามัย หรือมีคู่นอนหลายคน ทั้งชาย หญิง และเพศทางเลือก หมายถึง เพศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากหญิงชาย ก็รับประทาน PREP ได้ 
  • มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อ HIV อยู่ที่ 90 % หากกินยาอย่างสม่ำเสมอ 
  • กินวันละ 1 เม็ด ทุกวัน เวลาเดิม ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วันก่อนมีเพศสัมพันธ์ และกินต่อไปจนครบ 30 วัน
  • แพทย์จะนัดตรวจเลือดทุกๆ 3 เดือนเพื่อตรวจหาเชื้อ HIV และดูผลข้างเคียงของยา

เกร็ดสุขภาพ : แม้ยา PREP จะสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ รวมถึงไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น หนองใน ซิฟิลิส ดังนั้น การรับประทานยา PREP ร่วมกับการใส่ถุงยางอนามัย  รวมถึงรับประทานยาคุมกำเนิด (อ่านเพิมเติม ยาคุมกำเนิดมีกี่แบบ) ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV และป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลไกการทำงานของยา PEP และ PREP คืออะไร ?

pep คือ, prep คือ
Image Credit : freepik.com

การทำงานของยา PEP คือ ยา PEP จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของสารพันธุกรรมในเชื้อ และยับยั้งการกลายเป็นไวรัสที่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันก่อนการการแพร่กระจายเชื้อภายในร่างกายได้ จึงควรรับประทานยาให้เร็วที่สุดหลังการสัมผัสเชื้อ

สำหรับกลไกการทำงานของยา PREP คือ ตัวยาจะไปสะสมอยู่ในเม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงอวัยวะที่เป็นช่องทางเข้าของเชื้อ HIV เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก เยื่อบุอวัยวะสืบพันธ์ุเพศชาย เป็นต้น และเมื่อเชื้อเข้าไปในร่างกายผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังกล่าว ก็จะถูกตัวยาที่สะสมอยู่ในบริเวณต่างๆ ยับยั้งเชื้อไวรัสไม่ให้เกิดการแบ่งตัว จึงทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ยา PREP ไม่จำเป็นจะต้องกินตลอดชีวิต แต่ให้กินเฉพาะช่วงที่คิดว่ามีโอกาสที่จะเสี่ยงติดเชื้อ กล่าวคือ ในช่วงที่มีเพศสัมพันธ์นั่นเอง โดยกินติดต่อกันอย่างน้อย 7 วันก่อนการมีเพศสัมพันธ์ และกินอย่างต่อเนื่องติดต่อกันจนครบ 30 วัน ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าหากอยากหยุดยาเนื่องจากไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาด้วยตัวเองนะคะ

ผลข้างเคียงของยา PREP และ PEP คืออะไร ?

ทั้งยา PREP และยา PEP ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ มีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัว อิดโรย และอาเจียนหลังการรับประทานยา และอาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และถ้าหาดอาการยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนตัวยา ทั้งนี้ ผลข้างเคียงระยะยาวที่พบได้คือ ส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้ค่าไตสูงขึ้น แต่มักพบได้น้อย

แม้ว่ายา PREP และยา PEP คือยาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ แต่การป้องกันตนเองอย่างครอบคลุมด้วยการรับประทานยาร่วมกับการสวมถุงยางอนามัย ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้มากขึ้น รวมถึง สามารถป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ด้วย แต่ทั้งนี้ การใช้ยาเพื่อป้องกันการการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น PEP หรือ PREP ก็ยังดีกว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกันเลย แม้การมีเพศสัมพันธ์จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ต้องมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เพื่อเป็นการรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อคู่นอน การสวมถุงยางอนามัยร่วมกับการใช้ยา ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV รวมถึงป้องกันการติดโรคอื่นๆ และการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ด้วย จะได้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค และไม่ต้องกังวลใจในเรื่องความปลอดภัย และสำหรับสาวๆ การไปตรวจภายในก็จะช่วยคัดกรองการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้นนะคะ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก : medlineplus.gov, rama.mahidol.ac.th, thaigov.go.th, cdc.gov, chulalongkornhospital.go.th

Featured Image Credit : vecteezy.com/Niphon Subsri

ติดตามเราได้ที่ … เฟสบุ๊ค : เกร็ดสุขภาพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้การวิเคราะห์

    เราขออนุญาติใช้คุกกี้นี้เก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ เพื่อประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นให้กับคุณ

Save