“เพื่อสุขภาพ” ชุมชนสุขภาพ เรื่องราวตรงใจ ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย รุ่นไหนก็รัก ♡
ทำไม กระพุ้งแก้มเปื่อย ? แชร์สาเหตุ อาการ การรักษาและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ !
เคยไหมคะ ? อยู่ๆ ก็เจ็บจี๊ดตรงกระพุ้งแก้ม กินข้าวก็ลำบาก พูดก็ไม่สะดวก อาการนี้หลายคนเรียกว่า “กระพุ้งแก้มเปื่อย” หรือที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในชื่อ แผลร้อนใน แม้จะเป็นปัญหาเล็กๆ ในช่องปาก แต่กลับรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก หลายคนยังสงสัยว่า ทำไมถึงเป็นกระพุ้งแก้มเปื่อยบ่อยๆ แล้วจริงๆ มันอันตรายหรือไม่ ? ในบทความนี้ เพื่อสุขภาพ จะพาไปรู้จักตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ไปจนถึงแนวทางป้องกัน เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งค่ะ
เจ็บแปล๊บจาก กระพุ้งแก้มเปื่อย ต้องทำยังไง ? ทำไมถึงเป็น ?

หลายคนคงคุ้นกับอาการเจ็บแสบเล็กๆ ในช่องปาก ที่บางครั้งก็หายเอง แต่บางครั้งก็ดันเป็นซ้ำซากจนรำคาญใจ ใช่แล้วค่ะ นั่นคือ กระพุ้งแก้มเปื่อย ที่ใครๆ ก็เคยเจอ แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของอาการนี้มีอะไรมากกว่าที่คิด บางคนอาจยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับสุขภาพในหลายด้านด้วย ก่อนจะไปดูวิธีรักษาและป้องกัน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “กระพุ้งแก้มเปื่อย” จริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่ ?
กระพุ้งแก้มเปื่อย คืออะไร ?
กระพุ้งแก้มเปื่อย คือภาวะที่เยื่อบุในช่องปากเกิดการอักเสบและเป็นแผลเล็กๆ มักพบที่กระพุ้งแก้มด้านใน แต่จริงๆ แล้วแผลลักษณะเดียวกันสามารถเกิดได้ที่ริมฝีปากด้านใน ลิ้น หรือเหงือก หลายคนเรียกว่า “แผลร้อนใน” ซึ่งก็คืออาการเดียวกันนั่นเอง แผลเหล่านี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 7–14 วัน
สาเหตุที่ทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อย
แม้ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดได้บ่อย ได้แก่
- การกัดกระพุ้งแก้มโดยไม่ตั้งใจ
- การแปรงฟันแรงเกินไป หรือใช้ยาสีฟันที่มีสาร SLS
- ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ
- การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว หรือของแข็งบาดปาก
- ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินบี 12 เหล็ก และโฟเลต ในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับโรคระบบอื่นๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบหรือภูมิคุ้มกันผิดปกติด้วยค่ะ
เกร็ดสุขภาพ : คนจัดฟันอาจเคยประสบปัญหากับกระพุ้งแก้มเป็นแผล จากลวดที่ใช้จัดฟันแหลมและทิ่มไปที่กระพุ้งแก้ม เบื้องต้นสามารถใช้ขี้ผึ้งปั้นเป็นก้อนแล้วแปะเข้าไปที่ลวดในส่วนนั้นได้ แต่ถ้าลวดนั้นยาวเกินไปควรพบทันตแพทย์เพิ่มเติมเพื่อตัดหรือดัดในส่วนนั้นให้เข้ากับช่องปากของเรา
ความเชื่อผิด ๆ
หลายคนอาจเคยได้ยินคำบอกเล่าหรือเคล็ดลับแปลกๆ เกี่ยวกับกระพุ้งแก้มเปื่อยมาบ้างแล้วใช่มั้ยคะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะจริงนะคะ มาลองดู 5 ความเชื่อยอดฮิต และข้อเท็จจริงกันค่ะ
| ความเชื่อ (Myth) | ความจริง (Fact) |
|---|---|
| ดื่มนมเย็นแล้วหาย | นมอาจช่วยบรรเทาแผลได้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าช่วยให้หายเร็วขึ้น |
| กระพุ้งแก้มเปื่อยเป็นโรคติดต่อ | ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุในช่องปาก |
| กินเผ็ดๆ แล้วแผลจะหายเร็ว | อาหารรสจัดยิ่งทำให้แผลระคายเคืองและหายช้าลงได้ |
| เอาเกลือถูแผลจะหายไว | ยิ่งทำให้เจ็บและระคายเคืองมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้แผลหายเร็ว |
| กระพุ้งแก้มเปื่อยเพราะร่างกายร้อนเกินไป | ไม่มีหลักฐานแพทย์รองรับ ปัจจัยส่วนใหญ่ๆ มาจากภูมิคุ้มกัน ความเครียด และการขาดวิตามิน |
อาการที่มักพบร่วม
อาการเด่นชัดคือ แผลเล็กๆ กลมรี ขอบแดง มีจุดสีขาวหรือเหลืองตรงกลาง ทำให้เจ็บแสบเวลารับประทานอาหาร พูด หรือแปรงฟัน บางรายอาจรู้สึกเสียวๆ หรือปวดตื้อก่อนที่แผลจะปรากฏ นอกจากนี้ หากแผลมีขนาดใหญ่หรือหลายจุด อาจทำให้กลืนลำบากและใช้เวลาหายช้ากว่าปกติ
วิธีรักษากระพุ้งแก้มเปื่อยให้หายเร็ว
ส่วนใหญ่แล้วแผลสามารถหายได้เอง แต่การดูแลที่ถูกวิธีจะช่วยลดอาการและทำให้หายเร็วขึ้น เช่น
- กลั้วปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์
- ใช้ยาทาเฉพาะ หรือแผ่นแปะเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บ
- หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด และของที่แข็งหรือบาดแผล
- ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งหากแผลมีอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสมค่ะ
อาหารที่ควรเลี่ยง VS ควรเลือก
อาหารมีส่วนสำคัญต่อการเป็นและการหายของแผล ลองดูตัวอย่างอาหารที่เราแนะนำกันนะคะ เพราะการเลือกอาหารที่เหมาะสมช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และลดการระคายเคืองในช่องปากได้ค่ะ
- อาหารที่ควรเลี่ยง : ส้มตำเผ็ด ๆ, มะม่วงเปรี้ยวจัด, ขนมกรอบแข็ง, น้ำอัดลม
- อาหารที่ควรเลือก : โยเกิร์ต, นมอุ่น, น้ำผึ้ง, ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง (เช่น ส้ม ฝรั่ง)
วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันสำคัญกว่าการรักษาค่ะ เมื่อดูแลสุขภาพช่องปากและร่างกายโดยรวมดี ก็ช่วยลดโอกาสการเกิดกระพุ้งแก้มเปื่อยซ้ำได้ หากไม่อยากเจ็บซ้ำ ลองใช้วิธีเหล่านี้ดูนะคะ
- ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และเลือกยาสีฟันที่ปราศจาก SLS
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบหมู่ และเสริมวิตามินหากจำเป็น
- หลีกเลี่ยงการกัดริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้ม
- ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว

ตัวกระตุ้นที่สำคัญ “ความเครียด และการใช้ชีวิต”
เมื่อจัดการกับความเครียดได้ดี แผลในปากก็มีโอกาสเกิดซ้ำน้อยลงค่ะ หลายงานวิจัยพบว่า ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นตัวกระตุ้นสำคัญของการเกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย หากนอนดึก ทำงานหนัก หรืออยู่ในภาวะกดดันบ่อยๆ ร่างกายจะอ่อนแอและเสี่ยงเป็นแผลได้ง่ายขึ้น ลองดูเคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันนะคะ
- ฝึกหายใจลึกๆ หรือทำสมาธิวันละ 5–10 นาที
- จัดตารางการนอนให้ได้อย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง
- ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว หรือโยคะ
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ / ทันตแพทย์?
ถึงแม้กระพุ้งแก้มเปื่อยส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ทันที เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสมค่ะ
- แผลมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
- มีหลายแผลพร้อมกัน และเจ็บมากจนกินอาหารไม่ได้
- แผลไม่หายภายใน 2–3 สัปดาห์
- มีอาการอื่นร่วม เช่น ไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
เกร็ดสุขภาพ : อาการกระพุ้งแก้มเป็นแผลอาจเป็นรอยโรคของการเป็นมะเร็งช่องปาก ถ้าหากเรามีแผลในปากเรื้อรัง โดยบริเวณแผลเป็นฝ้าสีขาวหรือมีสีแดงมากขึ้น รวมถึงมีตุ่มหรือมีก้อนใหญ่ขึ้นในช่องปาก และรุนแรงขึ้นไปถึงมีเลือดออกในช่องปาก และคลำพบก้อนตรงลำคอ อาการเหล่านี้เป็นข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณการเกิดมะเร็งในช่องปากได้
กระพุ้งแก้มเปื่อยไม่ใช่เรื่องไกลตัว กลับเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้และเกิดขึ้นบ่อยกับใครหลายคน แต่ในเมื่อเรารู้สาเหตุ วิธีการดูแลที่ถูกต้อง และรักษาสุขอนามัยช่องปากให้สะอาดแข็งแรง กระพุ้งแก้มเป็นแผลก็ไม่ใช่อาการที่น่ากังวล เพราะเราสามารถดูแลตัวเองให้อาการดีขึ้นได้อย่างแน่อน
ติดตามเราได้ที่ … เฟสบุ๊ค : เกร็ดสุขภาพ
☕ สนับสนุน PUEASUKKAPAB.COM
เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้ทีมคอนเทนต์ หรือ สนับสนุนเว็บไซต์ PUEASUKKAPAB.COM เพื่อให้เราผลิตบทความสุขภาพดี ๆ ต่อไปกันน้า
ขอบคุณที่ซัพพอร์ตเป็นกำลังใจให้ทีมเราได้เผยแพร่ความรู้สุขภาพดี ๆ ต่อไปค่ะ 💚




