X

ฟาสติ้งคืออะไร ? ทำไมใครๆ ก็ฮิต !

เพื่อสุขภาพ” ชุมชนสุขภาพ เรื่องราวตรงใจ ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย รุ่นไหนก็รัก ♡

ฟาสติ้งคือ อะไร ? ทำไมใครๆ ก็ฮิต !

การทำ IF หรือ Intermittent Fasting คือแนวทางการกินเพื่อลดน้ำหนักที่กลายเป็นเทรนด์มาแรงทั้งในไทยและต่างชาติ แต่คุณรู้จักดีหรือยังว่าฟาสติ้งคืออะไร ดีต่อสุขภาพของเราไหม และทำไมการกินแบบฟาสติ้งจึงช่วยลดน้ำหนักได้ วันนี้ทีมเพื่อสุขภาพจะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำ IF ให้ดีขึ้นกว่าเดิม IF มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร และควรเลือกทำ IF แบบไหนให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

  • Intermittent Fasting หรือ ฟาสติ้งคือ อะไร?
if มีกี่แบบ, ฟาสติ้งคือ

Intermittent Fasting (IF) หรือฟาสติ้งคือ สูตรการกินอาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเทรนด์ที่ดารา นักแสดงฝั่งตะวันตกฮิตจนกระแสเข้ามาในไทยเป็นเวลาหลายปีแล้ว การกินแบบ IF คือการแบ่ง “ช่วงอด (Fasting)” และ “ช่วงกิน (Feeding)” ออกจากกันอย่างชัดเจน จุดประสงค์ก็คือเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ระหว่างที่อยู่ในช่วงอดยังเป็นช่วงที่ระดับอินซูลินในร่างกายของเราลดลงแต่โกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้นทำให้การทำงานของเมตาบอลิซึมดีขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการกินแบบฟาสติ้งจึงเป็นวิธีเผาผลาญไขมันที่ดีอีกวิธีหนึ่งโดยไม่กระทบกับมวลกล้ามเนื้อ ยิ่งออกกำลังกายเพิ่มกล้ามร่วมด้วยก็ยิ่งช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้น  

เกร็ดสุขภาพ : หลายคนอาจคิดว่าพอเข้าช่วงกินหรือ Feeding แล้วจะกินอะไรตามใจปากก็ได้ แต่จริงๆ แล้วเราควรเลือกกินอาหารโปรตีนสูงและไขมันต่ำเป็นหลัก ส่วนแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตควรกินในปริมาณน้อยๆ เพื่อไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ที่สำคัญไม่ควรกินของหมักดอง ของหวาน และอาหารแปรรูป ส่วนวันไหนมีโปรแกรมคาร์ดิโอลดความอ้วน ก็อย่าลืมเลือกกินโปรตีนให้มากเข้าไว้จะได้มีพลังในการออกกำลังกายด้วยนะคะ

  • ทำ IF แล้วดียังไง?
if มีกี่แบบ, ฟาสติ้งคือ

นอกจากการทำฟาสติ้งคือวิธีการเลือกกินเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และมะเร็ง นอกจากนี้การกินแบบ IF ยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา 

ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ นอกจากด้านสุขภาพก็คือ สะดวก ประหยัดเวลา เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองเพราะไม่ต้องหาของกินบ่อย กินเป็นช่วงๆ เท่านั้น ไม่ต้องสิ้นเปลืองทำอาหารหลายรอบ เรียกได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่กินอาหารไม่ค่อยเป็นเวลา เพราะฉะนั้นแทนที่จะอดมื้อกินมื้อจนร่างกายพัง ลองมาปรับเวลาการกินให้เป็นแบบฟาสติ้งก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีนะคะ

  • ประเภทของฟาสติ้งคืออะไรบ้าง มีกี่แบบ
if มีกี่แบบ, ฟาสติ้งคือ

อยากรู้ไหมการทำ IF มีกี่แบบ เรารวมประเภทของการทำ IF มาฝากแล้วค่ะ

  1. 16/8 : วิธีแรกก็คือการอดอาหาร 16 ชั่วโมงและการกิน 8 ชั่วโมง แต่สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากการอด 14 ชั่วโมงและกิน 10 ชั่วโมงจะดีกว่า ข้อดีของ IF แบบนี้ก็คือช่วงอดไม่นานเกินไป สามารถปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่าย และจะเริ่มตอนไหน เวลาไหนก็ได้ตามตารางการใช้ชีวิตของเราได้เลย
  2. Fast 5 : เป็นการกินแบบฟาสติ้งที่อาจไม่เหมาะกับมือใหม่เพราะมีเวลากินเพียง 5 ชั่วโมง ส่วน 19 ชั่วโมงที่เหลือจะเป็นเวลาอดที่เราต้องทำให้ต่อเนื่อง เป็นวิธีที่เหมาะกับการนำมาใช้เพียง 1 – 2 วันเพื่อปรับสภาพร่างกาย ไม่ควรทำติดต่อกันทุกวัน
  3. Eat Stop Eat หรือการอดแบบ 24 ชั่วโมง : เป็นวิธีที่เราจะอดอาหารเต็มวันโดยในหนึ่งสัปดาห์อาจมีโปรแกรมนี้หนึ่งวัน แต่อย่างไรก็ตามเป็นอีกหนึ่งการกินฟาสติ้งที่ไม่เหมาะกับมือใหม่เพราะอาจทำให้อารมณ์แปรปรวนได้
  4. 5:2 : วิธีนี้คือการกินแบบปกติ 5 วันและกินแบบ IF 2 วัน ในวันที่กินปกติเราสามารถกินอะไรก็ได้แต่ต้องคุมปริมาณแคลอรี่ให้อยู่ที่ 500 – 600 แคลอี่ต่อวัน แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่ต้องทำงานหนัก ทำงานกลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมตลอดวันนะคะ เพราะร่างกายของเราต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ แต่เหมาะกับสาวๆ หรือหนุ่มออฟฟิศที่ไม่ต้องทำกิจกรรมหนักๆ ระหว่างวันมากกว่า5. 20/4 : วิธีนี้คือกำหนดช่วงอด 20 ชั่วโมงและกินเพียง 4 ชั่วโมง โดยช่วงกินจะเน้นการกินโปรตีนหนักๆ และผักสดเป็นหลัก แต่ช่วงอดก็ไม่ต้องห่วงว่าจะทรมานเพราะเราสามารถกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มง่ายๆ เบาๆ และมีแคลอรี่ต่ำได้

เกร็ดสุขภาพ : ได้รู้แล้วว่าฟาสติ้งคืออะไร คราวนี้ลองมาดูกันว่าใครไม่เหมาะกับการทำฟาสติ้งบ้าง กลุ่มคนที่ไม่ควรใช้วิธีกินแบบฟาสติ้งก็คือเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร รวมถึงคนที่มีประวัติโรคเกี่ยวกับการกินและขาดสารอาหาร โดยคนในกลุ่มนี้ควรกินอาหารตามปกติและเน้นเรื่องโภชนาการให้เหมาะสมจะดีที่สุดนะคะ

ได้รู้กันไปแล้วว่าฟาสติ้งคืออะไร การกินแบบฟาสติ้งหรือ IF มีกี่แบบ เราขอแนะนำว่าทางที่ดีควรเลือกโปรแกรมการกินให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน ไม่ควรฝืนอดอาหารนานๆ เด็ดขาด โดยเฉพาะในผู้หญิง การอดอาหารแบบหักดิบอาจทำให้อารมณ์แปรปรวนและประจำเดือนมาไม่ปกติได้นะคะ ที่สำคัญ นอกจากทำฟาสติ้งแล้ว อย่าลืมเลือกอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างคาร์ดิโอ้ ออกกำลังกายท่าสควอท หรือเวทเทรนนิ่งควบคู่กันไป เพื่อให้การคุมอาหารและลดน้ำหนักได้ผลดีที่สุดค่ะ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก : hopkinsmedicine.org, healthline.com

ติดตามเราได้ที่ … เฟสบุ๊ค : เกร็ดสุขภาพ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้การวิเคราะห์

    เราขออนุญาติใช้คุกกี้นี้เก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ เพื่อประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นให้กับคุณ

Save